การขุด-bitcoin-คือ

การขุด Bitcoin มีวิธีไหนบ้างและมันจะคุ้มค่าไหมที่จะลงทุนในปี 2019 ?

หลายๆคนมีคำถามในใจว่า การขุด Bitcoin หรือ Bitcoin Mining ตอนนี้มันขุดแล้วยังคุ้มอยู่รึปล่าว กับผลกำไรที่จะได้จะคุ้มค่าหรือเปล่า ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่อยากจะเริ่มต้นทำจาก rig การ์ดจอเล็กๆ ซึ่งจะอธิบายต่อไปว่ามันคุ้มหรือไม่หรือจะมีวิธีที่ดีกว่านี้ เราจะใช้วิธีไหนบ้าง *บทความนี้ข้อเน้นเป็น ขุด Bitcoin นะครับเหรียญอื่นก็มีหลักการเหมือนกันครับ

การขุดเป็นกระบวนการของการคำนวณที่ซับซ้อนแก้ไขปัญหาทางคณิตศาสตร์  hardware ในการขุดไม่ว่าจะเป็น ASIC miner หรือการ์ดจอ(GPU) ต้องทำงานผ่านการคำนวณจำนวนมากในการพิสูจน์ระบบงาน Bitcoin คนแรกที่พบว่าหมายเลขนั้นได้รับรางวัลนั่นเอง โดยรางวัลบล็อกจะอยู่ 12.5 Bitcoins *block reward ณ ปัจจุบัน

วันนี้ลองมาดูกันมันมีวิธีไหนบ้าง และแต่ละวิธีมันมีข้อดีข้อเสียอย่างไร

#1 Asic Mining

เครื่องขุด-asic-คือ

มีผู้คนจำนวนมากและระบบคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังที่พยายามขุด Bitcoin ซึ่งเกือบทุกคนรวมตัวกันกับกลุ่มคนงานเหมืองเพื่อรางวัลบล็อก พวก mining จะแนวโน้มที่จะได้รับมากขึ้นถ้าพวกเขามี hardware ที่เร็วขึ้น นั่นเป็นหนึ่งเหตุผลที่เลือกใช้ ASIC เพราะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการสร้างรายได้เพื่อแลกกับการลงทุนนั่นเอง

cryptocurrency แต่ละตัวมี algorithm การเข้ารหัสลับของตัวเองและ ASIC miners ได้รับการออกแบบมาเพื่อขุดโดยใช้ algorithm เฉพาะนั้นๆ เช่น Bitcoin ASIC miners ได้รับการออกแบบมาเพื่อคำนวณ algorithm SHA-256 และของ Litecoin คือ Scrypt เป็นต้น นั่นหมายความว่าในทางเทคนิคแล้วสามารถขุดเหรียญอื่น ๆ ที่อิงตาม algorithm เดียวกันได้ แต่โดยทั่วไปแล้วคนที่ซื้อเครื่อง ASIC จะต้องคิดก่อนอยู่แล้วว่าจะขุดเหรียญไหน ยกตัวอย่างยี่ห้อ เช่น bitmain , halong , pangolin ลองเช็คราคาบน Lazada ได้ครับ

คำแนะนำถ้าคุณจะลงทุนกับ ASIC ควรคำนึงถึงงบประมาณ , สถานที่ , Cost per KWh , ราคาเหรียญ และตัวเครื่องจะทำงานเสียงดังมากควรมีสถานที่ไม่รบกวนกับผู้อื่น โดยคำนวนพลังในการขุดและผลกำไรได้จาก เว็บนี้

ก่อนลงทุนกับ ASIC ควรเช็คกับเว็บผู้ผลิตนั้นๆ เพื่อติดตามข่าวสารการอัพเดทของเครื่องรุ่นต่างๆ เผื่อคุณพลาดซื้อรุ่นเก่าที่ตกรุ่นไปแล้ว (ระวังด้วยนะครับ)

ข้อดี

  • พลังการขุดมหาศาลเมื่อเทียบการ์ดจอ
  • การใช้พลังงานเมื่อเทียบกับการ์ดจอ จะทำได้ดีกว่า
  • ต้องลงทุนสูงถึงจะคุ้มค่ากับกับสัดส่วนกำไร (กรณีขุดคนเดียว)

ข้อเสีย

  • ต้องใช้เงินลงทุนสูง
  • Asic มีเสียงที่ดังมาก ควรมีสถานที่ได้การตั้งเหมืองโดยเฉพาะ
  • ถ้าทางทีมพัฒนาเปลี่ยน algorithm ของเหรียญนั้นๆ มันจะกลายเป็นเครื่องทับกระดาษทันที
  • ต้องดูแลรักษาระบบ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ก็มีโอกาศเสียได้
  • ยิ่งมีรุ่นใหม่ออกมา จะขุดได้แรงกว่าและประหยัดไฟกว่า

#2 GPU Mining

ขุด-bitcoin-การ์ดจอ

GPU หรือการ์ดจอในการขุด Bitcoin ตอนนี้บอกเลยขาดทุนอย่างเดียวครับ(กรณีทำเหมืองคนเดียว) ด้วยรุ่นใหญ่อย่าง RTX 2080TI 4 หมื่นกว่าบาท ได้กำลังขุดประมาณ 50-60 MH/S Cost per KWh สูงสุดอยู่ที่ 0.13 ในบ้านเราตอนนี้ ซึ่งผลจากการคำนวนก็ได้ตามรูป

rtx-ขุด-bitcoin

จากภาพแบบนี้ยังไงก็เจ๊งแน่นอนถ้าขุด Bitcoin *ข้อมูล ณ วันที่ 11/05/2019 ซึ่งถ้าอยากขุด Bitcoin จริงๆแนะนำให้ลงทุนกับ Asic หรือจอยกับ mining pool ดีกว่าครับ

สำหรับการใช้การ์ดจอในการขุด แนะนำให้มองเหรียญทางเลือกอื่นดีกว่าครับ เช่น ETH , ETC , RVN เป็นต้น เดี๋ยวจะเจาะลึกในบทความต่อๆไปครับ

ข้อดี

  • ใช้เงินลงทุนสูงเหมือนกับ Asic เหมือนกัน
  • ในกรณีที่ขุดไม่ได้กำไรแล้ว อย่างน้อยก็ขายให้นักเล่นเกมส์ได้
  • สามารถขุดได้ทุก algorithm แต่ละค่ายของการ์ดจอจะขุดเหรียญนั้นๆได้ดีกว่ากัน

ข้อเสีย

  • อุปกรณ์มีการเสื่อมตามกาลเวลา และมีโอกาศเสีย
  • ต้องใช้สถานที่ในการทำเหมือง
  • Cost per KWh จะด้อยกว่าเครื่องขุด ASIC

#3 Mining Pool

mining-pool-คือ

Mining Pool คือการรวมกลุ่มกันในการขุด ซึ่งข้อดีคือคุณสามารถแชร์ hashrate ร่วมกับคนอื่นๆ แล้วถ้าได้ block reward ก็จะแบ่งกันตามสัดส่วนเปอร์เซ็นของพลังการขุดที่คุณมีอยู่ ถามว่า่ทำไมต้องมี mining pool ย้อนกลับไปเมื่อก่อน เมื่อ bitcoin สามารถใช้การ์ดจอในการขุดได้ง่ายกว่ายุคปัจจุบัน เมื่อเวลาผ่านไปความยากลำบากเพิ่มขึ้นมันก็กลายเป็นไปไม่ได้เลยที่แต่ละโหนดจะทำการขุด bitcoin ทุกวันนี้การขุด Bitcoin ส่วนใหญ่ทำได้ผ่านกลุ่ม mining pool หรือองกรค์และบริษัท

โดยแต่ละ mining pool นั้นก็จะมีการคิดค่าธรรมเนียมประมาณ 2% หรือบางที่ก็ฟรีค่าธรรมเนียม ซึ่งมันไม่ได้มีเฉาพะ bitcoin เท่านั้นรวมถึงเหรียญอื่นๆ เช่น Litecoin , Ethereum เป็นต้น ตัวอย่าง mining pool เจ้าใหญ่ๆก็จะมี เช่น BTC.com , AntPool เป็นต้น

ข้อดี

  • เป็นการส่งพลังการขุด ทำให้มีอากาศได้รับ block reward มากกว่า ในการขุดคนเดียว
  • คุณไม่จำเป็นต้องมีเหมืองขนาดใหญ่ก็สามารถเข้าร่วมได้
  • วิธีนี้ยังใช้ริกการ์ดจอเข้าไปแชร์พลังได้
  • แบ่งกำไรกันตามสัดส่วนพลังการขุดของคุณ

ข้อเสีย

  • Mining Pool อาจประสบปัญหาหรือขัดข้องกับผู้ให้บริการได้ และอาจจถูกโจมตีแบบ DOS ทำให้เกิดการขัดข้องได้
  • บางครั้งการจอยกับคนอื่นอาจจะขาดทุน จากปัจจัยของราคาเหรียญ และสัดส่วนค่าไฟที่เราต้องจากและกำไรที่ได้จาก mining pool ว่าคุ้มหรือเปล่า
  • สัดส่วนกำไรต้องแชร์กับผู้อื่น และบางแห่งอาจมีค่าธรรมเนียม

#4 Cloud Mining

วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลงทุนซื้อกำลังขุดโดยตรงจากผู้ให้บริการขุดได้เลย ไม่ต้องวุ่ยวายอุปกรณ์ hardware หรือสถานที่แค่มีเงินก็เปย์ซื้อแรงขุดได้เลย และจะได้รับกำไรตามสัดส่วนพลังการขุดที่คุณซื้อไว้ ผู้ให้บริการ cloud mining ก็มีอาทิเช่น Hashflare , Genesis Mining แต่วิธีนี้ก็มีความเสี่ยงบางประการที่คุณควรรู้

cloud-minig-คือ

ข้อดี

  • ไม่ต้องวุ่นวายเกี่ยวกับอุปกรณ์ hardware รวมทั้งการดูแลรักษาและสถานที่
  • ไม่ต้องเสี่ยงกับ hardware เมื่อมันขุดไม่ได้กำไรแล้ว มันก็คือเครื่องทับกระดาษดีๆนี่เอง ยกเว้นการ์ดจอนะ…
  • เป็นวิธีที่สะดวกที่สุด

ข้อเสีย

  • ทุกอย่างอยู่ที่ผู้ให้บริการ ดังนั้นมีความเสี่ยงในการปิดตัวหรือทุจริตต่างๆ
  • สัดส่วนกำไรลดลง เพราะผู้ให้บริการต้องรักษาสัดส่วนในกิจการด้วย
  • ถ้าเหรียญราคาต่ำจนขาดทุน บริษัทอาจจะยกเลิกสัญญาด้วย (ทั้งนี้ก่อนลงทุน ควรเช็คและอ่านกฏให้ดีก่อนนะครับ)

สำหรับบทความเกี่ยวกับวิธีต่างๆใน“การ mining หรือการขุด Bitcoin” ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป ทั้งนี้ก่อนจะเลือกลงทุนวิธีไหน ควรคำนวนให้ดีก่อนนะครับ เพราะปัจจัยพื้นฐานคือ ราคาเหรียญ(ข้อนี้สำคัญสุด เพราะสิ่งนี้เราไม่สามรถควบคุมได้) , สัดส่วนกำไรหลังจากหักค่าไฟ , การดูแลรักษา และอื่นๆ ลองสูตรนี้ดูก็ได้ครับ ราคาเหรียญ+พลังในการขุด+ค่าใช้จ่ายอื่นๆกรณีมีเหมืองตัวเอง เช่น ค่าไฟ+Cost per KWh = สัดส่วนกำไร ซึ่งในแต่ละวันกำไรจะไม่เท่ากันแน่นอนครับ เพราะราคาเหรียญมีความผันผวนอยู่เสมอ ดังนั้นก่อนลงทุนควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจครับ