blockchain-คืออะไร

Blockchain Technology คืออะไร ? ฉบับรวบรัดเข้าใจง่าย

หลายๆคนคงเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับ cryptocurrency และเบื้องหลังความปลอดภัยของพวกมันมาจากไหน คุณอาจเคยได้ยินคำว่าเทคโนโลยี “blockchain” มันมีมาก่อนในการเกิด bitcoin และ cryptocurrency อื่นๆ หากคุณยังใหม่กับ cryptocurrency และใหม่กับเทคโนโลยี blockchain เรามาเข้าใจพื้นฐานของมันกันดีกว่า

ประวัติโดยย่อของ Blockchain Technology

ในการเริ่มต้นเรามาพูดคุยเกี่ยวกับประวัติของ blockchain ก่อนที่มันจะถูกนำมาใช้ใน cryptocurrency

รูปแบบดั้งเดิมของ blockchain คือต้น hash หรือที่รู้จักกันในชื่อ Merkle Tree โครงสร้างข้อมูลนี้ได้รับการจดสิทธิบัตรโดย Ralph Merkle ในปี 1979 และทำหน้าที่โดยการตรวจสอบและจัดการข้อมูลระหว่างระบบคอมพิวเตอร์ ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบ peer-to-peer การตรวจสอบข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงระหว่างการถ่ายโอน นอกจากนี้ยังช่วยให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ผิดไม่ได้ถูกส่งไป ในสาระสำคัญจะใช้ในการรักษาและพิสูจน์ความสมบูรณ์ของข้อมูลที่ใช้ร่วมกัน

markle-tree-คือ
https://en.wikipedia.org/wiki/Merkle_tree

ในปี 1991 ระบบ Merkle Tree ถูกนำมาใช้ในการสร้าง “ห่วงโซ่ความปลอดภัยของบล็อก” ชุดข้อมูลที่บันทึกข้อมูลแต่ละชุดเชื่อมต่อกับต้นไม้ก่อน บันทึกใหม่ล่าสุดในห่วงโซ่นี้จะมีประวัติของห่วงโซ่ทั้งหมด และด้วยเหตุนี้ blockchain จึงถูกสร้างขึ้นมา

ในปี 2008 Satoshi Nakamato ได้นำคิดแนวคิดบล็อกเชนแบบกระจาย มันจะมีประวัติความปลอดภัยของการแลกเปลี่ยนข้อมูลใช้เครือข่ายแบบ peer-to-peer เพื่อประทับเวลาและตรวจสอบแต่ละการแลกเปลี่ยนและสามารถจัดการด้วยตนเองได้โดยไม่ต้องมีหน่วยงานหรือส่วนกลางใดๆ นี่จึงกลายเป็นกระดูกสันหลังของ Bitcoin ด้วยเหตุนี้ blockchain ที่เรารู้จักในวันนี้จึงถือกำเนิดขึ้นรวมทั้งโลกแห่ง cryptocurrency

Blockchain Technology มันทำงานอย่างไร

1. Blockchain เก็บบันทึกการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งหมด – บันทึกนี้เรียกว่า “Ledger” ในโลก cryptocurrency และการแลกเปลี่ยนข้อมูลแต่ละครั้งเป็น “ธุรกรรม” โดยทุกธุรกรรมที่ตรวจสอบแล้วจะถูกเพิ่มลงใน ledger เป็น “บล็อก
2. ใช้ระบบ distributed system เพื่อตรวจสอบธุรกรรมแต่ละรายการ บนโหนด peer-to-peer network
3. เมื่อตรวจสอบธุกรรมเสร็จแล้วรายการจะถูกเพิ่มลงใน blockchain และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้

ต่อมาเป็นเรื่องของ “Keys” ด้วยชุดของ keys เข้ารหัสคุณจะได้รับข้อมูลเฉพาะตัวของคุณเอง โดย keys ของคุณจะมี private key กับ public key และรวมเข้าด้วยกันมันจะเป็น digital signature (คือลายเซ็นดิจิตอลของคุณ)

public key ของคุณคือวิธีที่คนอื่นสามารถระบุตัวคุณได้ ส่วน private key ของคุณให้อำนาจคุณในการเซ็นหรืออนุญาติการกระทำต่างๆในนามของข้อมูลประจำตัวดิจิตอลโดยใช้คู่กับ public key ของคุณ

blockchain-คืออะไร
https://www.freepik.com

ในโลกของ cryptocurrency  สิ่งนี้แสดลงถึง wallet address ของคุณ (public) ส่วน private key คือสิ่งที่ช่วยให้คุณอนุมัติการทำธุรกรรมของคุณ ไม่ว่าจะเป็น โอน ถอน และการดำเนินการอื่นๆเกี่ยวกับโลกดิจิตอล นี่คือเหตุผลว่าทำไมมันสำคัญที่จะรักษา private key ของคุณให้ปลอดภัย เพราะใครก็ตามที่มี private key ของคุณ พวกเขาเหล่านั้นสามารถเข้าุคงสินทรพย์ดิจิตอลทุกอย่างของคุณที่เกี่ยวข้องกับ public key ของคุณ และเขาสามารถในสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ตามต้องการ

ทำไมการกระจายอำนาจจึงเป็นเรื่องสำคัญ ? (decentralized)

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในเทคโนโลยี blockchain คุณจะได้ยินอะไรมากมายเกี่ยวกับการกระจายอำนาจของมัน สิ่งที่ทำให้สิ่งนี้น่าสนใจคือ blockchain ไม่อนุญาตให้มีการเซ็นเซอร์การดัดแปลงแก้ไขหรือการทุจริต

เนื่องจากใช้ peer-to-peer network สำเนาของบัญชีแยกประเภทจะถูกเก็บไว้ในสถานที่ต่าง ๆ และถ้าคุณไม่สามารถติดตามทุก ๆ หนึ่ง (Bitcoin คาดว่าจะมี nodes มากกว่า 35,000 nodes บน peer-to-peer network) ไม่สามารถทำลายมันได้ ด้วยเช่นกันเนื่องจากมีโหนดที่แตกต่างกันจำนวนมากที่คอยติดตามบัญชีแยกประเภทการแก้ไขในลักษณะที่ไม่น่าเชื่อถือจะไม่ไปไกลนักเนื่องจากโหนดอื่น ๆ ทั้งหมดจะไม่เห็นด้วยกับธุรกรรมนั้นและจะไม่เพิ่มลงในบัญชีแยกประเภท

นี่เป็นส่วนใหญ่ว่าทำไมคนจำนวนมากถึงเชื่อว่าเทคโนโลยี blockchain คืออนาคตของสกุลเงินและเป็นเทคโนโลยีถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจาก cryptocurrency

มีข้อเสียอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตามเช่นเดียวกับระบบที่มนุษย์สร้างขึ้นมีข้อเสียอยู่เสมอ

เทคโนโลยี blockchain มีการเรียนรู้ที่ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่มีพื้นฐานด้านเทคนิคแนวคิด ศัพท์เฉพาะและวิทยาการคอมพิวเตอร์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง อาจทำให้ผู้ใช้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆ อย่างไรก็ตามความนิยมที่เพิ่มขึ้นของ cryptocurrency นั้นส่งผลให้ blockchain มีใช้งานมากยิ่งขึ้นพร้อมกับมีทรัพยากรมากขึ้นเพื่อให้หัวข้อเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่เรียกว่า “51% Attack” ถ้าด้วยเหตุผลบางอย่าง 51% ของเครือข่ายแบบ peer-to-peer ตรวจสอบการทำธุรกรรมที่ไม่ถูกต้องก็จะยังคงได้รับการอนุมัติและเพิ่มลงในบัญชีแยกประเภทโดยธรรมชาติของกระบวนการตรวจสอบ ตอนนี้มันไม่น่าจะเกิดขึ้น(ใน Bitcoin) แต่มันเป็นข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยที่อาจมีโอกาสในการเกิดขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตามมีนักพัฒนาผู้ใช้และผู้ที่ชื่นชอบและเชื่อว่าเทคโนโลยี blockchain เป็นอนาคตที่ใกล้เข้ามา หลายคนต้องการเห็นเทคโนโลยีสำเร็จ ซึ่งเทคโนยีอาจไม่ได้ใช้งานได้เพียงแต่บนเงินดิจิตอลเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงสิ่งๆต่างในชีวิตประจำวันของเราด้วย ดังนั้นคอยติดตามความคืบหน้าใหม่ ๆ อยู่เสมอ